โรคเข่าเสื่อม(Knee Osteartritis)
โรคเข่าเสื่อม(Knee Ostearthritis)
โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้น ตามลำดับ พบมากในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม โรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ อาจทำให้มีความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ ก็ทำได้ไม่สะดวก หากใส่ใจในตนเอง ก็สามารถดูแลตนเองเพื่อชะลอความเสื่อม หรือบรรเทาอาการของข้อเข่าเสื่อม ก็จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของโรคข้อเข่าเสื่อม
- กระดูกอ่อนผิวข้อนุ่มกว่าปกติ
- สีเปลี่ยนจากใสเป็นสีเหลือง
- มีการแตกของผิวข้อ
- กระดูกผิวข้อเริ่มบางลง
- ผิวไม่เรียบ ขรุขระและลุ่ยออก
- มีกระดูกงอกบริเวณขอบกระดูก
- กระดูกใต้ผิวข้อหนา และแข็งขึ้น
- มีถุงน้้าเกิดขึ้นในกระดูก
- องศาการเคลื่อนไหวลดลง
ระยะของโรคข้อเข่าเสื่อม
- Stage 1 (Doubtful) เริ่มรู้สึกขัดในข้อเล็กน้อยมีการเสื่อมของกระดูกอ่อน 10%
- Stage 2 (Mild) ช่องว่างระหว่างกระดูกเข่าแคบลง กระดูกอ่อนเริ่มเสื่อม เริ่มเกิดรอยพรุนที่กระดูกอ่อน
- Stage 3 (Moderate) ช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลงมากขึ้น รอยพรุนในกระดูกอ่อนจะขยายขนาดมากขึ้นจนถึงกระดูกได้
- Stage 4 (Severe) ช่องว่างระหว่างกระดูกลดลงอย่างมาก มีการเสื่อมของกระดูกอ่อน 60 % รอยพรุนที่กระดูกอ่อนมีขนาดใหญ่ขึ้น

สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า
1. ความเสื่อมแบบไม่ทราบสาเหตุเป็นภาวะที่เกิด จากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่• อายุ ช่วงอายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40• เพศหญิงพบมากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า ซึ่งอาจ เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย• น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อน และเซลล์กระดูกส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น• การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การ นั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้น• ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง• กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทาง พันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม
2. ความเสื่อมที่ ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการ ทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น
การปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อไม่ให้ข้อเสื่อมมากขึ้นและยืดอายุการใช้งานของข้อให้ยาวนานที่สุด
- การนั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้ มีที่รองแขนเพื่อช่วยในการพยุงตัวลุกขึ้นยืนได้สะดวก ไม่ควรนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรือนั่งราบบนพื้น เพราะท่านั่งดังกล่าวจะทำให้ผิวข้อเข่าเสียดสีกันมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเร็วขึ้น
- หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนิ่งๆ นานๆ เพราะการที่ข้อเข่าอยู่ในท่าเดียวนานๆ จะทำให้กระดูกอ่อนซึ่งโดยปกติจะมีเลือดไปเลี้ยงน้อยมากอยู่แล้ว จะยิ่งขาดสารอาหารและออกซิเจนมากขึ้น จึงควรเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นเดินไปมาอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง หรือนั่งเหยียดขา เตะขาเบาๆ บริหารกล้ามเนื้อต้นขาร่วมด้วยเป็นพักๆ
- หลีกเลี่ยงการนั่งพื้นทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการซักผ้า หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ ซัก ควรซักทีละไม่มากชิ้น นั่งซักบนม้าเตี้ยๆ และเหยียดเข่า 2 ข้าง หรือ นั่งเก้าอี้ หรือยืน หรือใช้เครื่องซักผ้า
- การรีดผ้า หลีกเลี่ยงการนั่งพื้นรีดผ้า ควรใช้การนั่งเก้าอี้ หรือยืนรีด และมีม้าเตี้ยๆ มารองพักขาข้างหนึ่งไว้เพื่อช่วยพักกล้ามเนื้อขาและหลัง
- หลีกเลี่ยงการนั่งก้มถูพื้นบ้าน ทำความสะอาดห้องน้้า ควรใช้ไม้ม็อบถูพื้นแทน
- ไปวัด ฟังเทศน์ นั่งสมาธิ สวดมนต์ที่บ้าน อาจหลีกเลี่ยงโดยนั่งเก้าอี้แทน
สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการปวดเข่า
- ขณะที่มีอาการปวดมากๆ ต้องหยุดพักการใช้ข้อเข่า
- ปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่ต้องใช้เข่าให้น้อยลง
- หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ และยกของหนัก
- ควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก
- บรรเทาอาการปวดด้วยการประคบด้วยความร้อน เช่น ลูกประคบ หรือกระเป๋าน้ำร้อน ขวดน้ำร้อน
- บริหารเข่าเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง คงทน และมีความยืดหยุ่น
z-z611156914360.webp)